เรื่องทั้งหมดโดย admin

ผู้สูงอายุกับการออกกำลังกาย

อย่างที่ทราบกันดีว่าการออกกำลังกายมีประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งทางกายและจิตใจ เพราะถ้าสุขภาพกายดี สุขภาพจิตใจก็จะดีตามไป ส่งผลให้อายุคนเรายืนยาวมากขึ้น สำหรับผู้สูงอายุแล้วนั้นการออกกำลังกายจะว่าเป็นเรื่องง่ายก็ง่ายเพราะ เป็นวัยที่ภาระหน้าที่ลดน้อยลงแล้ว มีเวลามากขึ้น แต่จะว่ายากก็ยากพอสมควร เพราะในผู้สูงอายุบางคนร่างกายอาจไม่ปกติ เช่น ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ปวดเข่า ปวดเมื่อย ซึมเศร้า เวียนศีรษะ เฉื่อยชา เป็นต้น และผู้สูงอายุมักเอาอาการเหล่านี้มาเป็นข้ออ้างที่จะหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย ดังนั้น บุคคลรอบข้าง ลูกหลานต้องมีส่วนในกาช่วยท่าน ชักชวนท่านให้ลุกขึ้นมาออกกำลังกายทั้งกลับกลุ่มผู้สูงอายุหรือกลับลูกหลานเอง เพื่อให้ท่านรู้สึกผ่อนคลาย สนุกนาน ไม่เบื่อ ไม่เหงา และอยากออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพมากขึ้นเรื่อยๆ
ผู้สูงอายุกับการออกกำลังกาย

ดังนั้นเรามาดูกันสิว่ามีวิธีการออกกำลังกายใดบ้าง ที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุในครอบครัวของเรา

1. การเดิน การเดินเป็นวิธีการออกกำลังกายที่ง่ายสำหรับผู้สูงอายุ เพราะไม่หนักและเหนื่อยเกินไป(ยกเว้นสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องของการทรงตัว) โดยให้ผู้สูงอายุเดินในระดับที่เกิดการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น แต่ต้องไม่เร็วจนเกินไป หากเดินเร็วไม่ได้ให้เพิ่มระยะเวลาในการเดินแทน

2. การวิ่ง ถ้าหากผู้สูงอายุยังสามารถวิ่งได้ ก็เขาให้วิ่งออกกำลังกายบ้าง แต่ต้องระวังเรื่องข้อเท้าที่ต้องรับน้ำหนักอยู่ตลอดเวลา และควรใส่รองเท้าให้เหมาะสมกับการวิ่งด้วย
kl02
3. การรำมวยจีน การรำไทเก๊ก การเล่นโยคะ การทำกายบริหารเหล่านี้ เป็นการทำกายบริหารที่ง่าย ช้าๆ อาศัยการออกกำลังและควบคุมการหายใจเข้าและหายใจออก ช่วยให้มีสติ มีสมาธิ สถานที่ที่ใช้จะต้องปลอดโปร่ง ผ่อนคลาย และมีผู้ฝึกสอนที่เชี่ยวชาญในด้านกายบริหารแบบนี้พอสมควร

4. การแกว่งแขน การแกว่งแขนนอกจากจะเป็นการช่วยลดพุงลดหน้าท้องแล้ว ยังเป็นการช่วยให้ต่อมน้ำเหลืองได้ขยับ และทำให้น้ำเหลืองไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย และยังช่วยให้การทำงานของอวัยวะต่างๆทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

5. การออกกำลังกายแบบอื่นๆ ที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุแต่ละคน เช่น การเต้นแอร์โรบิก การต่อยมวย การว่ายน้ำ การรำกระบอง ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับภาพร่างกายของท่าน

การออกกำลังกายย่อมมีประโยชน์ต่อสุขภาพของคนทุกๆวัย โดยเฉพาะตัวผู้สูงอายุเอง เมื่อสุขภาพกายดี สุขภาพใจก็จะดีด้วย ทำให้โรคภัยไข้เจ็บทุเลาเบาบางลงได้ด้วย กระปรี้กระเปร่ามากขึ้น สดชื่นแจ่มใส ไม่หลงลืม และรู้สึกมีกำลังกายกำลังใจที่จะใช้ชีวิตอยู่กับลูกหลานไปนานๆ

การจดทะเบียนพาณิชย์

ผู้มีหน้าที่จดทะเบียนพาณิชย์
คือ บุคคลธรรมดาคนเดียว หรือหลายคน (ห้างหุ้นส่วนสามัญ) หรือนิติบุคคลรวมทั้งนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่มาตั้ง สำนักงานสาขาในประเทศไทย ซึ่งประกอบกิจการ อันเป็นพาณิชยกิจตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดพาณิชยกิจที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ออกประกาศให้ผู้ประกอบกิจการดังต่อไปนี้ ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ คือ

1. ผู้ประกอบกิจการโรงสีข้าวและโรงเลื่อยที่ใช้เครื่องจักร
2. ผู้ประกอบกิจการขายสินค้าไม่ว่าอย่างใดๆ อย่างเดียวหรือหลายอย่าง คิดรวมทั้งสิ้นในวันหนึ่งขายได้เป็นเงินตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไป หรือมีสินค้าดังกล่าวไว้เพื่อขายมีค่ารวมทั้งสิ้นเป็นเงินตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป
3. นายหน้าหรือตัวแทนค้าต่างซึ่งทำการเกี่ยวกับสินค้าไม่ว่าอย่างใด ๆ อย่างเดียวหรือหลายอย่างก็ตาม และสินค้านั้นมีค่ารวมทั้งสิ้นในวันหนึ่งวันใดเป็นเงินตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไป
4. ผู้ประกอบกิจการหัตถกรรมหรืออุตสาหกรรมไม่ว่าอย่างใด ๆ อย่างเดียวหรือหลายอย่างก็ตาม และ ขายสินค้าที่ผลิตได้ คิดราคารวมทั้งสิ้นในวันหนึ่งวันใดเป็นเงินตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไปหรือในวันหนึ่งวันใด มี สินค้าที่ผลิตได้มีราคารวมทั้งสิ้นตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป
5. ผู้ประกอบกิจการขนส่งทางทะเล การขนส่งโดยเรือกลไฟหรือเรือยนต์ประจำทาง การขนส่งโดยรถไฟ การขนส่งโดยรถราง การขนส่งโดยรถยนต์ประจำทาง การขายทอดตลาด การรับซื้อขายที่ดิน การให้กู้ยืมเงิน การ รับแลกเปลี่ยน หรือซื้อขายเงินตราต่างประเทศ การซื้อหรือขายตั๋วเงิน การธนาคาร การโพยก๊วน การทำโรงรับ จำนำ และการทำโรงแรม
6. ขาย ให้เช่า ผลิต หรือรับจ้างผลิต แผ่นซีดี แถบบันทึก วีดิทัศน์ แผ่นวีดิทัศน์ ดีวีดี หรือแผ่นวีดิทัศน์ ระบบดิจิตอล เฉพาะที่เกี่ยวกับการบันเทิง
7. ขายอัญมณี หรือเครื่องประดับซึ่งประดับด้วยอัญมณี
8. ซื้อขายสินค้าหรือบริการโดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่าย อินเตอร์เน็ต บริการ อินเตอร์เน็ต ให้เช่าพื้นที่ของเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย บริการเป็นตลาดกลางในการซื้อขายสินค้าหรือบริการ โดยวิธีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
9. การให้บริการเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อใช้อินเตอร์เน็ต
10. การให้บริการฟังเพลงและร้องเพลงโดยคาราโอเกะ
11. การให้บริการเครื่องเล่นเกมส์
12. การให้บริการตู้เพลง
13. โรงงานแปรสภาพ แกะสลักและการหัตถกรรมจากงาช้าง การค้าปลีก การค้าส่งงาช้างและผลิตภัณฑ์จากงาช้าง
กำหนดระยะเวลาการจดทะเบียนพาณิชย์
1. จดทะเบียนพาณิชย์ตั้งใหม่ ต้องจดทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันเริ่มประกอบพาณิชยกิจ
2. การเปลี่ยนแปลงรายการที่จดทะเบียนไว้ตาม (1) ต้องจดทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง
3. เลิกประกอบพาณิชยกิจ ต้องจดทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันที่เลิกประกอบพาณิชยกิจ
4. ใบทะเบียนพาณิชย์สูญหายต้องยื่นขอใบแทนภายใน 30 วันนับแต่วันสูญหาย
หน้าที่ของผู้ประกอบพาณิชยกิจ
1. ต้องขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนภายในระยะเวลาที่กำหนดตามแต่กรณี
2. ต้องแสดงใบทะเบียนพาณิชย์หรือใบแทนใบทะเบียนพาณิชย์ไว้ ณ สำนักงานในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย
3. ต้องจัดให้มีป้ายชื่อที่ใช้ในการประกอบพาณิชยกิจไว้หน้าสำนักงานแห่งใหญ่และ สำนักงานสาขาโดย เปิดเผยภายในเวลา 30 วันนับแต่วันที่จดทะเบียนพาณิชย์ ป้ายชื่อให้เขียนเป็นอักษรไทย อ่านง่ายและชัดเจน จะมีอักษร ต่างประเทศในป้ายชื่อด้วยก็ได้ และจะต้องตรงกับชื่อที่จดทะเบียนไว้ หากเป็นสำนักงานสาขาจะต้องมีคำว่า “สาขา” ไว้ด้วย
4. ต้องไปให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรายการจดทะเบียนตามคำสั่งของนายทะเบียน
5. ต้องอำนวยความสะดวกแก่นายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งเข้าทำการตรวจสอบในสำนักงานของผู้ประกอบกิจการ
เอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียน ได้แก่
1. คำขอจดทะเบียนพาณิชย์ (แบบ ทพ.)
2. สำเนาบัตรประจำตัวของผู้ประกอบพาณิชยกิจ
3. สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ประกอบพาณิชยกิจ
4. กรณีผู้ประกอบพาณิชยกิจมิได้เป็นเจ้าบ้าน  ต้องแนบเอกสารเพิ่มเติม  ดังนี้
4.1 หนังสือให้ความยินยาอมให้ใช้สถานที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่
4.2 สำเนาทะเบียนบ้านที่แสดงให้เห็นว่าผู้ให้ความยินยอมเป็นเจ้าบ้านหรือสำเนา สัญญาเช่าโดยมีผู้ให้ความยินยอมเป็นผู้เช่า  หรือเอกสารอย่างอื่นที่ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เป็นผู้ให้ความยินยอม
4.3 แผนที่แสดงสถานที่ซึ่งใช้ประกอบพาณิชยกิจและสถานที่สำคัญบริเวณใกล้เคียงโดยสังเขป
5. หนังสือมอบอำนาจ  (ถ้ามี)
6. สำเนาบัตรประจำตัวของผู้รับมอบอำนาจ (ถ้ามี)
บทกำหนดโทษ
1. ประกอบพาณิชยกิจโดยไม่จดทะเบียน แสดงรายการเท็จ ไม่ยอมให้ถ้อยคำ ไม่ยอมให้พนักงานเจ้าหน้าที่เข้า ไปตรวจสอบในสำนักงาน มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท กรณีไม่จดทะเบียนอันเป็นความผิด ต่อเนื่อง ปรับอีกวันละไม่เกิน 100 บาท จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ
2. ถ้าใบทะเบียนพาณิชย์สูญหายไม่ยื่นคำร้องขอใบรับแทน หรือไม่แสดงใบทะเบียนพาณิชย์ไว้ที่สำนักงาน ที่เห็นได้ง่าย ไม่จัดทำป้ายชื่อ มีความผิดปรับไม่เกิน 200 บาท และถ้าเป็นความผิดต่อเนื่อง ปรับอีกวันละไม่เกิน 20 บาท จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง
3. ผู้ประกอบพาณิชยกิจซึ่งกระทำการฉ้อโกงประชาชน ปนสินค้าโดยเจตนาทุจริต ปลอมสินค้า หรือกระทำการทุจริตอื่นใดอย่างร้ายแรงในการประกอบกิจการจะถูกถอนใบทะเบียน พาณิชย์ เมื่อถูกสั่งถอนใบทะเบียน พาณิชย์แล้วจะประกอบกิจการต่อไปไม่ได้ เว้นแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะสั่งให้รับจดทะเบียนพาณิชย์ใหม่
4. ผู้ประกอบพาณิชยกิจที่ถูกสั่งถอนใบทะเบียนพาณิชย์แล้ว ยังฝ่าฝืนประกอบพาณิชยกิจต่อไป มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือทั้งปรับทั้งจำ
ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนพาณิชย์
การขอดำเนินการตาม พ.ร.บ. ทะเบียนพาณิชย์ฯ จะต้องเสียค่าธรรมเนียมตามประเภทของการดำเนินการดังต่อไปนี้
1. จดทะเบียนพาณิชย์ตั้งใหม่ 50 บาท
2. จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการจดทะเบียน ครั้งละ 20 บาท
3. จดทะเบียนเลิกประกอบพาณิชยกิจ 20 บาท
4. ขอให้ออกใบแทนใบทะเบียนพาณิชย์ ฉบับละ 30 บาท
5. ขอตรวจเอกสารของผู้ประกอบพาณิชยกิจรายหนึ่ง ครั้งละ 20 บาท
6. ขอให้เจ้าหน้าที่คัดสำเนาและรับรองสำเนาเอกสารของผู้ประกอบพาณิชยกิจรายหนึ่ง ฉบับละ 30 บาท

งานทะเบียนราษฎร

ทะเบียนบ้าน คือ ทะเบียนประจำบ้านแต่ละบ้าน ซึ่งแสดงเลขประจำบ้าน และรายการของคนทั้งหมดที่อยู่ในบ้าน
เจ้าบ้าน หมายถึง ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครองบ้านในฐานะเป็นเจ้าของบ้าน ผู้เช่าหรือในฐานะอื่นใดก็ตาม

การแจ้งเกิด
เมื่อมีคนเกิดในบ้านจะต้องทำอย่างไรบ้าง เจ้าบ้าน หรือบิดามารดา จะต้องแจ้งเกิดต่อนายทะเบียนท้องที่นั้น ภายใน 15 วัน นับแต่วันเกิด

ในกรณีที่เด็กเกิดนอกบ้าน ควรทำอย่างไรบ้าง
ให้บิดาหรือมารดา หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้แจ้งต่อนายทะเบียน ผู้รับแจ้ง แห่งท้องที่ที่พึงแจ้งได้ใน 15 วัน นับแต่วันเกิดหรือในกรณีจำเป็นไม่อาจแจ้งได้ตามกำหนดให้แจ้งภายหลังได้ แต่ไม่เกิน 30 วัน

ผู้แจ้งเกิดจะต้องเตรียมเอกสารและดำเนินการอย่างไรบ้าง
1. ให้แจ้งชื่อตัว – ชื่อสกุล ของเด็กเกิดใหม่ พร้อมสำเนาทะเบียนบ้านที่จะเพิ่มชื่อ
2. แจ้งวัน เดือน ปี และสถานที่เกิด ถ้ามีหนังสือรับรองการเกิดจากสถานพยาบาลให้นำมาแสดงด้วย
3. แจ้งชื่อตัว – ชื่อสกุล สัญชาติและที่อยู่ของบิดาและมารดาของเด็ก
4. แจ้งชื่อตัว – ชื่อสกุล และที่อยู่ของผู้แจ้งเกิดตามหลักฐานสำเนาทะเบียนบ้าน หรือบัตรประจำตัวประชาชนที่นำไปแสดง
5. กรณีเด็กที่เกิดในโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลจะเป็นผู้แจ้งเกิดให้

สูติบัตร หรือใบเกิด คืออะไร
สูติบัตร คือหลักฐานที่ทางราชการออกให้เพื่อใช้พิสูจน์ทราบถึงตัวบุคคล และใช้เป็นหลักฐานอ้างถึงสิทธิต่างๆ กรณีถ้าพบเด็กในสภาพแรกเกิด หรือเด็กอ่อนถูกทอดทิ้ง จะต้องนำเด็กแจ้งต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ประชาสงเคราะห์ ในท้องถิ่นที่พบเด็ก

การแจ้งตาย
การแจ้งตาย ควรแจ้งในระยะเวลาเท่าไร การแจ้งตายควรแจ้งภายใน 24 ชั่วโมง

ถ้ามีคนตายในบ้านควรจะทำอย่างไรบ้าง
กรณีที่มีคนตายในบ้านให้เจ้าบ้านเป็นผู้แจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งแห่งท้องที่ ที่มีคนตายภายใน 24 ชั่วโมง

กรณีที่พบศพคนตาย ควรทำอย่างไรบ้าง
ถ้าหากพบศพคนตาย ผู้พบศพ ต้องแจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งแห่งท้องที่ที่มีคนตายหรือพบศพภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่พบศพ ในกรณีนี้จะแจ้งต่อพนักงานปกครองหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้

การแจ้งตายจะต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง
1. หนังสือรับรองการตาย (ถ้ามี)
2. บัตรประจำตัวประชาชนผู้มาแจ้ง
3. บัตรประจำตัวประชาชนผู้ตาย (ถ้ามี)
4. สำเนาทะเบียนบ้าน ฉบับเจ้าบ้านที่คนตายมีชื่อและรายการบุคคล (ถ้ามี)

การแจ้งย้ายที่อยู่
เมื่อผู้อยู่ในบ้านย้ายออกจากบ้านให้แจ้งย้ายออกภายในกี่วัน ควรแจ้งย้ายออกภายใน 15 วัน นับแต่

วันที่ย้ายออกจากบ้าน
เมื่อมีผู้ย้ายที่อยู่เข้าอยู่ในบ้านให้แจ้งย้ายเข้าภายในกี่วัน ควรแจ้งย้ายเข้าภายใน 15 วันนับแต่วันที่ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้าน

หลักฐานในการแจ้งย้ายมีอะไรบ้าง
1. สำเนาทะเบียนบ้าน
2. ใบแจ้งย้ายที่อยู่ ตอนที่ 1 และตอนที่ 2
3. บัตรประจำตัวประชาชนเจ้าบ้าน
4. บัตรประจำตัวประชาชนผู้แจ้ง

ถ้าหากต้องการแจ้งย้ายที่อยู่ปลายทาง ต้องทำอย่างไรบ้าง
ผู้ที่ย้ายที่อยู่สามารถไปแจ้งย้ายออกและย้ายเข้า ณ สำนักทะเบียนปลายทางผู้ย้ายที่อยู่เป็นผู้แจ้งย้ายด้วยตนเองต้องนำบัตรประจำ ตัวประชาชนสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านพร้อมคำยินยอมเป็นหนังสือของเจ้า บ้านบัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าบ้านที่ย้ายเข้าไปอยู่ใหม่

ถ้าต้องการแจ้งย้ายออกต้องทำอย่างไรบ้าง
การแจ้งย้ายออกจะต้องนำบัตรประจำตัวประชาชน (กรณีแจ้งย้ายตัวเอง) สำเนาทะเบียนบ้าน ฉบับเจ้าบ้านที่มีชื่ออยู่ ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ขอแจ้งย้ายออก และในกรณีที่จะย้ายผู้อื่นออกจากบ้านท่าน เจ้าบ้านจะต้องนำทะเบียนบ้าน ฉบับเจ้าบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าของบ้านพร้อมทั้งแจ้งย้ายสถานที่ที่จะแจ้งย้าย ชื่อเข้าไปอยู่ใหม่

การปลูกสร้างอาคารบ้านเรือน ที่อยู่อาศัยในเขตเทศบาล

การปลูกสร้างอาคาร บ้านเรือน ที่อยู่อาศัย ให้ไปติดต่อยื่นคำขอให้ที่กองช่างพร้อมหลักฐาน ดังนี้
1.สำเนาโฉนดที่ดิน หรือเอกสารสิทธิที่ดิน จำนวน 1 ฉบับ
2.บัตรประจำตัวประชาชน ผู้ขออนุญาตพร้อมสำเนา จำนวน 1 ฉบับ
3.สำเนาทะเบียนบ้านผู้ขออนุญาต จำนวน 1 ฉบับ
4.สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้ยินยอม (เจ้าของที่ดิน) ในกรณีไม่ได้ปลูกสร้างบนที่ดินของตนเอง จำนวน 1 ฉบับ และสำเนาทะเบียนบ้าน จำนวน 1 ฉบับ
5.แบบก่อสร้างจำนวน 5 ชุดถ้าไม่สามารถมายื่นคำร้องด้วยตนเองได้จะต้องทำหนังสือมอบอำนาจให้ผู้อื่นมาดำเนินการแทนได้

• ถ้าที่ดินที่จะปลูกสร้างไม่ได้เป็นที่ของตนเองจะต้องทำอย่างไร ผู้ยื่นคำร้องจะต้องมีหนังสือยินยอมจากเจ้าของที่ดินมาแสดงพร้อมบัตรประจำ ตัวประชาชนของผู้ยินยอม
• เมื่อได้รับอนุญาตให้ปลูกสร้างบ้านเรือนหรืออาคารเสร็จแล้วเจ้าของบ้านจะ ต้องยื่นคำร้องขอมีเลขบ้านที่งานทะเบียนราษฎร โดยนำหลักฐาน ดังต่อไปนี้
1. สำเนาทะเบียนบ้านผู้แจ้ง
2.บัตรประจำตัวประชาชนพร้อมสำเนาของผู้แจ้ง
3.หนังสือมอบอำนาจของผู้ขออนุญาตปลูกสร้าง(กรณีที่ผู้ขออนุญาตไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง)
4.หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินปลูกสร้าง
5.หนังสือเอกสารการได้รับอนุญาตการปลูกสร้างอาคารหรือบ้านเรือน อ.1
6.แบบแปลนอาคารบ้านเรือน
7.รูปถ่ายอาคารบ้านเรือนที่ขออนุญาต

เมื่อ เจ้าหน้าที่ได้รับคำร้องแล้วก็จะดำเนินการตรวจสอบว่ามีการสร้างอาคารหรือ บ้านเรือนตามที่ขอจริงหรือไม่และถูกต้องตามแปลนหรือไม่เมื่อตรวจสอบแล้วถูก ต้องก็จะอนุญาตให้มีเลขที่บ้านได้

การขอเลขที่บ้านจะต้องดำเนินการอย่างไร
เมื่อเจ้าบ้านได้รับอนุญาตให้มีเลขบ้านได้แล้วให้นำหลักฐานดังกล่าวพร้อม ทั้งใบอนุญาตให้มีเลขบ้านได้ไปแจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งท้องที่นั้นๆงาน ทะเบียนฯ เพื่อขอเลขประจำบ้าน ภายใน 15 วันนับแต่ได้รับอนุญาตหากไม่ไปแจ้งตามกำหนดมีความผิดตามกฎหมายโทษปรับไม่ เกิน 1,000 บาท

กรณีที่ปลูกบ้านมานานแต่ยังไม่มีเลขประจำบ้านควรทำอย่างไร
ถ้าปลูกบ้านมานานแล้วแต่ยังไม่มีเลขประจำบ้านเจ้าของบ้านต้องไปยื่นขอคำร้อง ขอเลขประจำบ้านได้ที่กองช่าง โดยนำหลักฐาน ดังต่อไปนี้

1. สำเนาทะเบียนบ้านผู้แจ้ง
2. บัตรประจำตัวประชาชนพร้อมสำเนาของผู้แจ้ง
3. หนังสือมอบอำนาจของผู้ขออนุญาตปลูกสร้าง(ในกรณีที่ผู้ขออนุญาตไม่สามารถดำเนินการเองได้)
4. หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ปลูกสร้าง
5. รูปถ่ายอาคารที่ขออนุญาต
หลักฐานที่นำมาประกอบการขออนุญาตก่อสร้างดัดแปลงต่อเติมอาคาร
1. คำขออนุญาตก่อสร้าง/ดัดแปลง/ต่อเติมอาคาร
2. แผนผังสังเขป แผนผังบริเวณรายการประกอบแบบแปลนจำนวน 5 ชุด
3. หนังสือแสดงความยินยอมของผู้ควบคุมอาคาร จำนวน 1 ฉบับ
4. สำเนาโฉนดที่ดิน/น.ส.3/ส.ค.1 ที่จะทำการก่อสร้างอาคาร/ดัดแปลงอาคาร/ต่อเติมอาคารขนาดเท่ากับต้นฉบับจริง พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องแล้ว จำนวน 1 ฉบับ
5. หนังสือยินยอมให้ก่อสร้างอาคารในที่ดินของเจ้าของทุกคน หรือ จากธนาคาร(กรณีก่อสร้างอาคารในที่ดินของเจ้าของทุกคนหรือจากธนาคาร)กรณีก่อ สร้างอาคารในที่ดินของบุคคลอื่นหรือที่ดินที่ได้จำนองกับธนาคารจำนวน 1 ชุด
6. หนังสือแสดงความเป็นตัวแทนของเจ้าของอาคารหรือหนังสือมอบอำนาจ จำนวน 1 ฉบับ
7. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ที่เกี่ยวข้องค่าธรรมเนียมตรวจแบบแปลน

– อาคารสูงไม่เกิน 2 ชั้นหรือสูงไม่เกิน 12 ม. ค่าธรรมเนียม ตร.ม. ละ 0.50 บาท
– ลานจอดรถ ที่กลับรถ และทางเข้าออกของรถ ค่าธรรมเนียม ตร.ม. ละ 0.50 บาท
– อาคารสูงเกิน 2 ชั้นแต่ไม่เกิน 3 ชั้นหรือสูงเกิน 12 ม. แต่ไม่เกิน 15 ม. ค่าธรรมเนียม ตร.ม.ละ  2.00 บาท
– อาคารสูงเกิน 3 ชั้นหรือสูงเกิน 15ม. ค่าธรรมเนียม ตร.ม.ละ 4.00 บาท
– พื้นที่รับน้ำหนัก 500 กก./1 ตร.ม. ค่าธรรมเนียม ตร.ม.ละ 4.00 บาท
– ป้าย ค่าธรรมเนียม ตร.ม.ละ 4.00 บาท
– รั้ว กำแพง ประตู ท่อระบายน้ำ ค่าธรรมเนียม เมตรละ 1.00 บาท
ค่าธรรมเนียมการออกใบอนุญาต
1. ก่อสร้างอาคาร     ใบละ  20  บาท
2. ดัดแปลงอาคาร    ใบละ  10  บาท
3. รื้อถอนอาคาร      ใบละ  10  บาท
4. ใบอนุญาตเคลื่อนย้าย    ฉบับละ  10  บาท
5. ใบอนุญาตเปลี่ยนการใช้  ฉบับละ  20 บาท
6. ใบรับรอง    ฉบับละ 10 บาท
7. ใบแทนใบอนุญาตหรือใบแทนใบรับรอง  ฉบับละ 5 บาท
ค่าธรรมเนียมการต่ออายุใบอนุญาต
1. ใบอนุญาตก่อสร้าง      ฉบับละ  20  บาท
2. ใบอนุญาตดัดแปลง     ฉบับละ  10  บาท
3. ใบอนุญาตรื้อถอน       ฉบับละ  10  บาท
4. ใบอนุญาตเคลื่อนย้าย   ฉบับละ  10  บาท

ภาษีบำรุงท้องที่

ภาษีบำรุงท้องที่ หมายถึง ภาษีจัดเก็บเจ้าของที่ดินตามราคาปานกลางที่ดินและตามบัญชีอัตราบำรุงท้องที่
ที่ดิน ที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ ได้แก่ ที่ดินที่เป็นของบุคคลหรือคณะบุคคลไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ซึ่งมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือสิทธิครอบครองอยู่ในที่ดินที่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนที่ดินต้องเสีย ภาษีบำรุงท้องที่ ได้แก่ พื้นที่ดิน และพื้นที่ที่เป็นภูเขาหรือที่มีน้ำด้วย โดยไม่เป็นที่ดินที่เจ้าของที่ดินได้รับการยกเว้นภาษีหรืออยู่ในเกณฑ์ลด หย่อน

ที่ดินที่เจ้าของที่ดินไม่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ ได้แก่
1. ที่ดินที่เป็นที่ตั้งพระราชวังอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน
2. ที่ดินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือที่ดินของรัฐที่ใช้ในกิจการของรัฐหรือสาธารณะโดยมิได้หาผลประโยชน์
3. ที่ดินของราชการส่วนท้องถิ่นที่ใช้ในกิจการของราชการส่วนท้องถิ่นหรือสาธารณะโดยมิได้หาผลประโยชน์
4.ที่ดินที่ใช้ในการพยาบาลสาธารณะ การศึกษา หรือกุศลสาธารณะ
5. ที่ดินที่ใช้เฉพาะศาสนกิจศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของวัดไม่ว่าจะใช้ประกอบศาสนาใดศาสนาหนึ่ง หรือศาลเจ้าโดยมิได้หาผลประโยชน์
6. ที่ดินที่ใช้เป็นสุสาน หรือฌาปนสถานสาธารณะโดยมิได้รับประโยชน์ตอบแทน
7. ที่ดินที่ใช้ในการรถไฟ การประปา การไฟฟ้า หรือการท่าเรือของรัฐหรือใช้เป็นสนามบินของรัฐ
8. ที่ดินที่ใช้ต่อเนื่องจากโรงเรือน ที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินแล้ว
9. ที่ดินของเอกชนเฉพาะส่วนที่เจ้าของที่ดินยินยอมให้ทางราชการใช้เพื่อสาธารณะประโยชน์
10. ที่ดินที่ตั้งขององค์การสหประชาชาติ ทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติหรือองค์การระหว่างประเทศอื่นในเมื่อประเทศ ไทยมีข้อผูกพันให้ยกเว้นตามอนุสัญญาหรือความตกลง
11. ที่ดินที่เป็นที่ต้องของสถานทูตหรือสถานกงสุล ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน
12. ที่ดินตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่
ผู้ ที่เป็นเจ้าของที่ดินในวันที่ 1 มกราคมของปีใดมีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่สำหรับปีนั้น กำหนดระยะเวลาการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษี ให้เจ้าของที่ดินซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ยื่นแบบแสดงรายการที่ดิน (ภ.บ.ท.5) ณ สำนักงานเทศบาลตำบลนครชัยศรีงานผลประโยชน์ กองคลัง ภายในเดือนมกราคมของปีแรกที่มีการตีราคาปานกลางของที่ดินแบบแสดงรายการที่ ได้ยื่นไว้นั้นใช้ได้ทุกปีในรอบระยะเวลา 4 ปี นั้น

หลักฐานที่ใช้ประกอบในการเสียภาษีบำรุงท้องที่
1. บัตรประจำตัวประชาชน
2. สำเนาทะเบียนบ้าน
3. หนังสือรับรองห้างหุ้นส่วนบริษัท
4. หลักฐานที่แสดงถึงการเป็นเจ้าของที่ดิน เช่น โฉนดที่ดิน น.ส.3
5. ใบเสร็จรับเงินค่าภาษีครั้งสุดท้าย (ถ้ามี)
6. หนังสือมอบอำนาจกรณีที่ให้ผู้อื่นมาทำการแทน
กรณี ที่เป็นการเสียภาษีในปีที่ไม่ใช่ปีที่ยื่นแบบ ภ.บ.ท.5 ให้นำ ภ.บ.ท.5 ท่านที่มอบให้เจ้าของที่ดินหรือใบเสร็จรับเงินค่าภาษีครั้งสุดท้ายมาด้วย

ขั้นตอนในการติดต่อขอชำระภาษี
1.การยื่นแบบแสดงรายการที่ดินกรณีผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินในวันที่ 1 มกราคม ของปีที่มีการตีราคาปานกลางที่ดิน
● ผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือเจ้าของที่ดินยื่นแบบแสดงรายการที่ดิน (ภ.บ.ท.5) พร้อมด้วยหลักฐานที่ต้องใช้ต่อพนักงานประเมินภายในเดือนมกราคมของปีที่มีการ ประเมินราคาปานกลางของที่ดิน
● เจ้าพนักงานประเมินจะทำการตรวจสอบและคำนวณค่าภาษีแล้วแจ้งการประเมิน(ภ.บ. ท.9 หรือ ภ.บ.ท.10) ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือเจ้าของที่ดินทราบว่าจะต้องเสียภาษีเป็นจำนวน เงินเท่าใดภายในเดือนมีนาคม
● ผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือเจ้าของที่ดินจะต้องเสียภาษีในเดือนเมษายนของทุกปี เว้นแต่กรณีได้รับใบแจ้งการประเมินหลังเดือนมีนาคมต้องชำระภาษีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับการแจ้งการประเมิน

2. การยื่นแบบแสดงรายการที่ดิน กรณีเป็นเจ้าของที่ดินรายใหม่หรือจำนวนเนื้อที่ดินเดิมเปลี่ยนแปลงไป
● เจ้าของที่ดินได้มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนเนื้อที่ดินหรือเป็นผู้ได้รับโอน ที่ดินขึ้นใหม่ ต้องมายื่นแบบแสดงรายการที่ดินหรือยื่นคำร้องขอเปลี่ยนแปลงจำนวนเนื้อที่ดิน ต่อพนักงานประเมินภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันได้รับการโอนหรือมีการเปลี่ยนแปลงโดยใช้แบบ ภ.บ.ท.5 หรือ ภ.บ.ท.8 แล้วแต่กรณี
● เมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับแบบแล้ว จะออกใบรับไว้ให้เป็นหลักฐาน
● เจ้าพนักงานประเมินจะแจ้งให้เจ้าของที่ดินทราบว่าจะต้องเสียภาษีในปีต่อไปจำนวนเท่าใด

3. การยื่นแบบแสดงรายการที่ดินกรณีเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินอันเป็นเหตุให้การลด หย่อนเปลี่ยนแปลงไปหรือมีเหตุอย่างอื่นทำให้อัตราภาษีบำรุงท้องที่เปลี่ยน แปลงไป
● เจ้าของที่ดินยื่นคำร้องตามแบบ ภ.บ.ท.8 พร้อมด้วยหลักฐานที่ต้องใช้ต่อเจ้าพนักงานประเมินภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน
● เจ้าพนักงานประเมินจะออกใบรับให้
● เจ้าพนักงานจะต้องแจ้งให้เจ้าของที่ดินทราบว่าจะต้องเสียภาษีในปีต่อไปจำนวนเท่าใด
● การขอชำระภาษีบำรุงท้องที่ในปีถัดไปจากปีที่มีการประเมินราคาปานกลางของ ที่ดินให้ผู้รับประเมินนำใบเสร็จรับเงินของปีก่อนพร้อมกับเงินไปชำระภายใน เดือนเมษายาของทุกปี

เงินเพิ่ม
เจ้าของที่ดินผู้มีหน้าที่เสียภาษีบำรุงท้องที่ต้องเสียเงินเพิ่มในกรณีและอัตราดังต่อไปนี้
1. ไม่ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินภายในเวลาที่กำหนด ให้เสียเงินเพิ่มร้อยละ 10 ของค่าภาษีบำรุงท้องที่เว้นแต่กรณีที่เจ้าของที่ดินได้ยื่นแบบแสดงรายการ ที่ดินก่อนที่เจ้าพนักงานประเมินจะได้แจ้งให้ทราบถึงการละเว้นนั้นให้เสีย เงินเพิ่มร้อยละ 5 ของค่าภาษีบำรุงท้องที่
2. ยื่นแบบแสดงรายการที่ดินโดยไม่ถูกต้องทำให้จำนวนเงินที่จะต้องเสียภาษีบำรุง ท้องที่ลดน้อยลงให้เสียเงินเพิ่มร้อยละ 10 ของค่าภาษีบำรุงท้องที่ที่ประเมินเพิ่มเติมเว้นแต่กรณีเจ้าของที่ดินได้มาขอ แก้ไขแบบแสดงรายการที่ดินให้ถูกต้องก่อนที่เจ้าพนักงานประเมินแจ้งการ ประเมิน
3. ชี้เขตแจ้งจำนวนเนื้อที่ดินไม่ถูกต้องต่อเจ้าพนักงานสำรวจโดยทำให้จำนวนเงิน ที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ลดน้อยลงให้เสียเงินเพิ่มอีก 1 เท่าของภาษีบำรุงท้องที่ลดน้อยลงให้เสียเงินเพิ่มอีก 1 เท่าของภีบำรุงท้องที่ที่ประเมินเพิ่มเติม
4. ไม่ชำระภาษีบำรุงท้องที่ภายในเวลาที่กำหนด ให้เสียเงินเพิ่มร้อยละ 24 ต่อปีของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ เศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือนและไม่นำเงินเพิ่มตาม ข้อ 1– ข้อ 4 มารวมคำนวณด้วย

การยึดอายัดทรัพย์สินของผู้ซึ่งค้างชำระภาษี
ทรัพย์สิน ของผู้ต้องรับผิดชำระภาษีบำรุงท้องที่ค้างชำระอาจถูกยึดอายัดหรือขายทอดตลาด เพื่อนำเงินมาชำระภาษีบำรุงท้องที่ค้างชำระโดยให้นายอำเภอหรือนายกเทศมนตรี มีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือ

วิธีการยึด อายัด หรือขายทอดตลาดทรัพย์สิน ให้นำวิธีการในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาบังคับใช้โดยอนุโลม

บทกำหนดโทษ
1. ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จให้ถ้อยคำเท็จตอบคำถามถ้อยคำอันเป็นเท็จหรือนำ พยายหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีบำรุง ท้องที่ต้องระหว่างโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 2,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
2. ผู้ใดจงใจไม่มาหรือยอมชี้เขตหรือไม่ยอมแจ้งจำนวนเนื้อที่ดินต้องระหว่างโทษ จำคุกไม่เกิน 1 เดือนหรือปรับไม่เกิน 1 เดือนหรือปรับไม่เดิน 1,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
3. ผู้ใดขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการสำรวจเนื้อที่ดินหรือปฏิบัติหน้าที่ เพื่อการเร่งรัดภาษีบำรุงท้องที่ค้างชำระหรือขัดขวางเจ้าพนักงานประเมินใน การปฏิบัติการตามหน้าที่ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือนหรือปรับไม่เกิน 1,000บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
4. ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงานซึ่งสั่งให้มาให้ถ้อยคำหรือส่งบัญชีหรือ เอกสารมาตรวจสอบหรือ  สั่งให้ปฏิบัติการเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการเร่งรัดภาษีบำรุงท้องที่ ค้างชำระหรือไม่มาให้ถ้อยคำหรือ     ไม่ส่งเอกสารอันควรแก่เรื่องมาแสดงตามหนังสือเรียกต้องระหว่างโทษจำคุกไม่ เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

การลดหย่อน/ การยกเว้น/ การลดภาษี
การลดหย่อนภาษี มาตรา 22
บุคคล ธรรมดาซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินแปลงเดียวกันหรือหลายแปลงที่อยู่ในจังหวัดเดียว กันและใช้ที่ดินนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของตนหรือประกอบกสิกรรมของตนให้ลดหย่อน ไม่ต้องเสียภาษีบำรุงท้องที่ตามเกณฑ์โดยออกข้อบังคับดังต่อไปนี้
1. นอกเขตเทศบาลให้ลดหย่อน 3-5 ไร่
2. เขตเทศบาลตำบลหรือเขตสุขาภิบาลให้ลดหย่อน 200-400 ตารางวา
3. เขตเทศบาลอื่นนอกจากเขตเทศบาลตำบลและเขตเมืองพัทยาให้ลดหย่อน 50-100 ตารางวา
4. ที่ดินในเขตกรุงเทพมหานครให้ลดหย่อนดังต่อไปนี้
● ท้องที่ที่มีชุมชนหนาแน่นมาก  ให้ลดหย่อน 50-100 ตารางวา
● ท้องที่ที่มีชุมชนหนาแน่ปานกลาง  ให้ลดหย่อน 100 ตารางวา – 1 ไร่
● ท้องที่ชนบท ให้ลดหย่อน 3-5 ไร่
บุคคล ธรรมดาหลายคนเป็นเจ้าของที่ดินร่วมกัน  ให้ได้รับลดหย่อนร่วมกัน ตามหลักเกณฑ์ข้างต้นการลดหย่อนให้ลดหย่อนสำหรับที่ดินในจังหวัดเดียวกัน

การยกเว้น การลดภาษี มาตรา 23
1. ปีที่ล่วงหน้ามาที่ดินที่ใช้ปลูกเสียหายมากผิดปกติหรือ
2. เพราะปลูกไม่ได้ด้วยเหตุพ้นวิสัย
3.ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจยกเว้นหรือลดภาษีได้ตามระเบียบที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด

การอุทธรณ์ การฟ้องศาล
ถ้า เจ้าของที่ดินไม่เห็นพ้องด้วยกับราคาปานกลางที่ดิน หรือเมื่อได้รับแจ้งการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ แล้วเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้องมีสิทธิอุทธรณ์ต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ได้  โดยยื่นอุทธรณ์ผ่านเจ้าพนักงานประเมินภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ประกาศราคาปานกลางของที่ดิน  หรือวันที่ได้รับการแจ้งประเมินแล้วแต่กรณี การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีบำรุงท้องที่  เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัดให้ขอคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำ พิพากษาของศาล ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของผู้ว่าราชการจังหวัดต่อศาลภายใน 30 วัน  นับแต่วันที่ได้รับคำแจ้งวินิจฉัยอุทธรณ์

การขอคืนภาษีบำรุงท้องที่
ผู้ ที่เสียภาษีบำรุงท้องที่โดยไม่มีหน้าที่ต้องเสียหรือเสียเกินกว่าที่ควรจะ ต้องเสียผู้นั้นมีสิทธิขอรับเงินคืน ภายใน 1 ปีได้  โดยยื่นคำร้องขอคืนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่เสียภาษีภาษีบำรุงท้องที่

ภาษีป้าย

การจัดเก็บภาษีป้าย
1. ป้ายที่ต้องเสียภาษี
ป้ายที่ต้องเสียภาษีป้าย ได้แก่ ป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือ เครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้าหรือประกอบการกิจการอื่นเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะแสดง หรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใดๆ ด้วยอักษร ภาพ หรือเครื่องหมาย ที่เขียน แกะ สลัก จารึก หรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีใดๆ

2. ป้ายที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีป้าย ได้แก่

ป้ายที่แสดงไว้ ณ โรงมหรสพ และบริเวณของโรงมหรสพนั้น เพื่อโฆษณามหรสพ
ป้ายที่แสดงไว้ที่สินค้า หรือที่สิ่งห่อหุ้มหรือบรรจุสินค้า
ป้ายที่แสดงไว้ในบริเวณงานที่จัดขึ้นเป็นครั้งคราว
ป้ายที่แสดงไว้ที่คนหรือสัตว์
ป้ายที่แสดงไว้ภายในร้านอาหารที่ใช้ประกอบการค้า หรือประกอบกิจการอื่น หรือประกอบภายในอาคารซึ่งเป็นที่รโหฐานทั้งนี้เพื่อหารายได้และแต่ละป้ายมี พื้นที่ไม่เกินที่กำหนดในกฎกระทรวง (กฎกระทรวง ฉบับที่8 (พ.ศ.2542) กำหนดว่าต้องเป็นป้ายที่มีพื้นที่ไม่เกินสามตารางเมตร มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2542) แต่ไม่รวมถึงป้ายตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์
ป้ายของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาคหรือราชการส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการส่วนแผ่นดิน
ป้ายขององค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล หรือตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นๆและหน่วยงานที่นำรายได้ส่งรัฐ
ป้ายของธนาคารของประเทศไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์และบริษัทเงินทุน อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ป้ายของโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชนหรือสถาบันอุดมศึกษา เอกชนที่แสดงไว้ ณ อาคารหรือบริเวณของโรงเรียนเอกชนหรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้น
ป้ายของผู้ประกอบการเกษตรซึ่งค้าผลผลิตอันเกิดจากการเกษตรของตน
ป้ายของวัดหรือผู้ดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์แก่การศาสนาหรือกุศลสาธารณะโดยเฉพาะ
ป้ายของสมาคมมูลนิธิ
ป้ายที่กำหนดในกฎกระทรวง

กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2535) ออกตามความในนต์ พระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 กำหนดป้ายที่ได้รับการยกเว้นภาษีป้ายคือ

ป้ายที่แสดงหรือติดตั้งไว้ที่รถยนต์ส่วนบุคคลรถจักรยานยนต์ รถบดถนนหรือรถแทรกเตอร์
ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่ล้อเลื่อน
ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่ยานพาหนะนอกเหนือจาก 1 และ 2 โดยมีพื้นที่ไม่เกินห้าร้อยตารางเซนติเมตร

3.ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย ได้แก่
เจ้าของป้าย
ใน กรณีที่ไม่มีผู้อื่นยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายหรือเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่อาจหาตัวเจ้าของป้ายนั้นได้ให้ถือว่าผู้ครอบครองป้ายนั้นเป็นผู้เสียภาษี ป้ายถ้าไม่อาจหาผู้ครอบครองป้ายนั้นได้ให้ถือว่าผู้ครอบครองอาคารหรือที่ดิน ที่ป้ายนั้นติดตั้งหรือแสดงอยู่เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายตามลำดับ

4. ระยะเวลาการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีป้าย
เจ้าของป้ายที่มีหน้าที่เสียภาษีป้ายต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป.1) ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี
ใน กรณีที่ติดตั้งหรือแสดงป้ายหลังเดือนมีนาคมหรือติดตั้งหรือแสดงป้ายใหม่แทน ป้ายเดิมหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขป้ายอันเป็นเหตุให้ต้องเสียภาษีป้ายเพิ่มขึ้น ให้เจ้าของป้ายยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายภายใน 15 วันนับแต่วันที่ติดตั้งหรือแสดงป้ายหรือนับแต่วันที่เปลี่ยนแปลงแก้ไขแล้ว แต่กรณี

5. หลักฐานที่ใช้ประกอบการเสียภาษีป้าย
เพื่อความสะดวกใน การเสียภาษี ควรแนะนำผู้มีหน้าที่เสียภาษีนำหลักฐานประกอบการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสีย ภาษี (ภ.ป.1) เท่าที่จำเป็นเพียงเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีเท่านั้น
5.1 กรณีป้ายที่ติดตั้งใหม่ ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายที่ติดตั้งใหม่ ได้แก่
1. บัตรประจำตัวประชาชน
2. สำเนาทะเบียนบ้าน
3. ทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
4. หนังสือรับรองหุ้นส่วนบริษัท
5. ใบอนุญาตติดตั้งป้ายหรือใบเสร็จรับเงินจากร้านทำป้าย
5.2    กรณีป้ายรายเก่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายที่เคยยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสีย ภาษีป้ายไว้แล้วควรนำใบเสร็จรับเงินค่าภาษีป้ายครั้งก่อนมาแสดงด้วย

6. ขั้นตอนการชำระภาษี
6.1 ผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้ายยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป.1) พร้อมด้วยหลักฐาน
6.2 พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการเป็น 2 กรณีดังนี้
– กรณีที่ผู้เสียภาษีป้ายประสงค์จะชำระภาษีป้ายในวันยื่นแบบแสดงรายการภาษี ป้าย ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและประเมินภาษีป้ายได้ทันที่ให้แจ้งผู้เสีย ภาษีป้ายว่าจะต้องเสียภาษีเป็นจำนวนเท่าใด
– กรณีผู้เสียภาษีป้ายไม่พร้อมชำระภาษีในวันยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย พนักงานเจ้าหน้าที่จะมีหนังสือแจ้งการประเมิน (ภ.ป.3) แจ้งจำนวนเงินภาษีที่จะต้องชำระแก่ผู้เสียภาษี
6.3 ผู้เสียภาษีต้องมาชำระเงินค่าภาษีป้ายภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินมิฉะนั้นจะต้องเสียเงินเพิ่ม
6.4 การชำระภาษีป้าย
– เจ้าของป้ายมีหน้าที่ชำระเงินภาษีป้ายเป็นรายปียกเว้นป้ายที่แสดงปีแรก
– ระยะเวลาภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน
– สถานที่ชำระภาษี ได้แก่ สถานที่ที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายไว้ หรือสถานที่อื่นที่
พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด
– การชำระภาษีป้ายวิธีอื่น ได้แก่ ธนาณัติ หรือตั๋วแลกเงินของธนาคารสั่งจำหน่ายส่วนท้องถิ่น  ส่งโดยไปรษณีย์ลงทะเบียน  ส่งโดยสถานที่ตาม 2

การผ่อนชำระหนี้
1. ภาษีป้าย 3,000 ขึ้นไป
2. ผ่อนชำระเป็น 3 งวดเท่าๆ กัน
3. แจ้งความจำนงเป็นหนังสือก่อนครบกำหนดเวลาชำระหนี้
– ป้ายติดตั้งปีแรก
– คิดภาษีป้ายเป็นรายงวด
– งวดละ 3 เดือน
– เริ่มเสียตั้งแต่งวดที่ติดตั้งจนถึงงวดสุดท้ายของปี

งวด 1 มกราคม – มีนาคม = 1oo%
งวด 2 เมษายน – มิถุนายน = 75%
งวด 3 กรกฎาคม – กันยายน = 5o%
งวด 4 ตุลาคม – ธันวาคม = 25%

เงินเพิ่ม
ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายจะต้องเสียเงินเพิ่มในกรณีและอัตราดังต่อไปนี้
1. ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายในเวลาที่กำหนดให้เสียเงินเพิ่มร้อยละสิบของ ภาษีป้ายเว้นแต่กรณีที่เจ้าของป้ายได้ยื่นแบบแสดงภาษีป้ายก่อนที่พนักงาน เจ้าหน้าที่จะได้แจ้งให้ทราบถึงการละเว้นนั้นให้เสียเงินเพิ่มร้อยละห้าของ ค่าภาษีป้าย
2. ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายโดยม่ถูกต้องทำให้จำนวนเงินที่จะต้องเสียภาษีป้าย ลดน้อยลงให้เสียเงินเพิ่มร้อยละสิบของค่าภาษีป้ายที่ประเมินเพิ่มเติมเว้น แต่กรณีที่เจ้าของป้ายได้มาขอแก้ไขแบบแสดงรายการภาษีป้ายให้ถูกต้องก่อนที่ พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งการประเมิน
3. ไม่ชำระภาษีป้ายในเวลาที่กำหนดให้เสียงเงินเพิ่มร้อยละสองของต่อเดือนของค่า ภาษีป้ายเศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือนทั้งนี้ไม่ให้นับเงินเพิ่มตาม 7.1 และ 7.2 มาคำนวณเป็นเงินเพิ่มตามข้อนี้ด้วย

บทกำหนดโทษ
1. ผู้ใดแจ้งความอันเป็นเท็จให้ถ้อยคำเท็จตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จหรือนำ พยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีป้าย ต้องระหว่างโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5000 บาท ถึง 50000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
2. ผู้ใดจงใจไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 50,000 บาท
3. ผู้ใดไม่แจ้งการรับโอนป้ายหรือไม่แสดงรายการเสียภาษีป้ายไว้ ณ ที่เปิดเผยในสถานที่ประกอบกิจการต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 1,000 บาท ถึง 10,000 บาท
4. ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของ พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งให้มาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งบัญชีหรือเอกสารเกี่ยว กับป้ายมาตรวจสอบภายในเวลาอันสมควรต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับตั้งแต่ 1,000 บาท ถึง 20,000 บาท หรืทั้งจำทั้งปรับ

การอุทธรณ์การประเมิน
เมื่อ ผู้เสียภาษีได้รับการแจ้งการประเมิน (ภ.ป.3) แล้วเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้องมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อผู้บริหาร ท้องถิ่นหรือผู้ได้รับการมอบหมายโดยต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วันนับแต่วันที่รับการแจ้งการประเมิน ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของผู้บริหารท้องถิ่นต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันรับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์

การขอเงินคืนภาษีป้าย
ผู้ เสียภาษีป้ายโดยไม่มีหน้าที่ต้องเสียหรือเสียเกินกว่าที่ควรจะต้องเสียผู้ นั้นมีสิทธิขอรับเงินคืนได้โดยยื่นคำร้องขอคือภายใน 1 ปี นับแต่วันที่เสียภาษีป้าย

ภาษีโรงเรือนและที่ดิน

ภาษีโรงเรือนและที่ดิน
หมายถึง ภาษีที่จัดเก็บจากโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆกับดินที่ใช้ประโยชน์ต่อเนื่องไปกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรียนและที่ดิน ได้แก่ โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างนั้น และในปีที่ผ่านมาได้มีการใช้ประโยชน์ใน ทรัพย์สินนั้น เช่น ให้เช่า ใช้เป็นที่ทำการค้าขาย ที่ไว้สินค้าที่ประกอบอุตสาหกรรม ให้ญาติ บิดา มารดา บุตร หรือผู้อื่นอยู่อาศัย หรือ ใช้ประกอบกิจการอื่นๆ เพื่อหารายได้ และไม่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย

หลักการสำคัญ
1. ต้องมีทรัพย์สิน ได้แก่
โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ และ
ที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างนั้น

2. ไม่เข้าข้อยกเว้น ตามมาตรา 9,10

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน
1. เจ้าของทรัพย์สิน
2. เจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างและเจ้าของที่ดินเป็นคนละเจ้าของ เจ้าของโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีสำหรับทรัพย์สินนั้นทั้งหมด
ระยะเวลาการยื่นแบบแสดงรายการทรัพย์สินเพื่อเสียภาษี
เจ้าของทรัพย์สินต้องยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) ณ สำนักงานเทศบาลตำบลนครชัยศรี งานพัฒนารายได้  กองคลัง ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี
หลักฐานที่ใช้ประกอบการเสียภาษีเพื่อความสะดวกในการเสียภาษี ผู้มีหน้าที่เสียภาษีนำหลักฐานประกอบการยื่นแบบแสดง รายการเพื่อเสียภาษี (ภ.ร.ด.2) เท่าที่จำเป็นเพียงเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีเท่านั้น

1. กรณีการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินรายใหม่ หลักฐาน ดังนี้
– สำเนาทะเบียนบ้าน/บัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีหน้าที่เสียภาษี
– สำเนาโฉนดที่ดิน – สัญญาซื้อขายโรงเรือน
– สัญญาเช่าโรงเรือน/สัญญาเช่าที่ดิน
– ทะเบียนพาณิชย์ – ทะเบียนการค้า – ทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
– ใบอนุญาตปลูกสร้างอาคาร
– หนังสือรับรองห้างหุ้นส่วน/บริษัท – งบดุล
– ใบอนุญาตตั้งหรือประกอบกิจการโรงงาน
– ใบอนุญาตสะสมอาหารหรือใบอนุญาตประกอบกิจการค้า
– หลักฐานอื่นๆ ที่แสดงการเริ่มใช้ประโยชน์ของทรัพย์สิน
– แผนที่ตั้งของที่ดินและโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างที่เสียภาษี
– หนังสือมอบอำนาจ (กรณีมีผู้อื่นมายื่นแบบ ภ.ร.ด.2 แทน)
– ในกรณีที่โรงเรือนมีผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันหลายคน ให้ผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมลงลายมือชื่อในแบบ ถ.ร.ด. 2 ในฐานะผู้รับประเมินทุกคน หรือจะมอบอำนาจให้คนใดคนหนึ่งก็ได้การมอบต้องทำเป็นหนังสือและปิดอากรแสตมป์ตามกฎหมาย

2. กรณีเป็นผู้เสียภาษีรายเก่าที่เคยเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินมาแล้วขั้นตอนในการชำระภาษี
– ผู้มีหน้าที่เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินยื่นแบบแสดงรายการทรัพย์สินเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน (ภ.ร.ด.2) พร้อมด้วยหลักฐาน ณ สำนักงานเทศบาลตำบลนครชัยศรี งานพัฒนารายได้ กองคลัง
– พนักงานเจ้าที่จะทำการตรวจสอบความสมบูรณ์ของแบบแสดงรายการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน
– พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินค่ารายปีและค่าภาษีที่จะต้องเสีย
– พนักงานเก็บภาษีแจ้งการประเมิน (ภ.ร.ด.8) ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีทราบว่าจะต้องเสียภาษีเป็นจำนวนเงินเท่าใด
– ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเมื่อได้รับแจ้งการประเมินแล้วจะต้องนำเงินค่าภาษีไปชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับแจ้งการประเมิน มิฉะนั้นจะต้องเสียเงินเพิ่ม

ทรัพย์สินที่ได้รับยกเว้นภาษีไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน ได้แก่
1. พระราชวังอันเป็นส่วนของแผ่นดิน
2. ทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาล หรือสาธารณะและทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการของการรถไฟโดยตรง
3. ทรัพย์สินของโรงพยาบาลสาธารณะ และโรงเรียนสาธารณะซึ่งกระทำกิจการที่ไม่ใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และใช้เฉพาะในการรักษาพยาบาลและในการศึกษา
4. ทรัพย์สินซึ่งเป็นศาสนสมบัติอันใช้เฉพาะในศาสนกิจอย่างเดียวหรือเป็นที่อยู่ของสงฆ์
5. โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ ซึ่งปิดไว้ตลอดปี และเจ้าของไม่ได้อยู่เอง หรือให้ผู้อื่นอยู่ นอกจากเฝ้าในโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ หรือในที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกัน
6. โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างของการเคหะแห้งชาติที่ผู้เช่าซื้ออยู่อาศัยเอง และมิได้ใช้เป็นที่เก็บสินค้าหรือประกอบการอุตสาหกรรมหรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้
7. โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ ซึ่งเจ้าของอยู่เองหรือให้ผู้แทนอยู่เฝ้ารักษา และซึ่งมิได้ใช้เป็นที่ไว้สินค้าหรือประกอบอุตสาหกรรม

การผ่อนชำระภาษี
ผู้มีหน้าที่เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินจะขอผ่อนชำระค่าภาษีก็ได้ โดยวงเงินค่าภาษีที่จะขอผ่อนชำระนั้นจะต้องมีจำนวนตั้งแต่ 9,000 บาทมีเงื่อนไข
1. ต้องยื่นแบบภายในกำหนดและผู้เสียภาษีแจ้งความจำนงของผ่อนชำระค่าภาษีเป็นหนังสือ ภายใน 30 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับแจ้งการประเมิน
2. กำหนดเวลาชำระเป็น 3 งวดๆ ละเท่าๆ กัน
งวดที่ 1 ชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับแจ้งการประเมิน
งวดที่ 2 ชำระภายใน 1 เดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่ 1
งวดที่ 3 ชำระภายใน 1 เดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่ 2
3. ในกรณีไม่ชำระงวดใดงวดหนึ่งภายในกำหนดเวลาใน (2) ให้หมดสิทธิที่จะขอผ่อนชำระค่าภาษี
เงินเพิ่ม

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน เมื่อได้รับแจ้งการประเมินแล้วจะต้องนำเงินค่าภาษีไปชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับแจ้งการประเมิน มิฉะนั้นจะต้องเสียภาษีเพิ่ม ดังนี้
1. ถ้าชำระไม่เกิน 1 เดือน นับแต่วันพ้นกำหนดให้เพิ่มร้อยละ 2.5 ของค่าภาษีที่ค้าง
2. ถ้าเกิน 1 เดือน แต่ไม่เกิน 2 เดือนให้เพิ่มร้อยละ 5 ของค่าภาษีที่ค้าง
3. ถ้าเกิน 2 เดือน แต่ไม่เกิน 3 เดือนให้เพิ่มร้อยละ7.5 ของค่าภาษีที่ค้าง
4. ถ้าเกิน 3 เดือน แต่ไม่เกิน 4 เดือนให้เพิ่มร้อยละ 10 ของค่าภาษีที่ค้าง

การยึดอายัดทรัพย์สินของผู้ซึ่งค้างชำระภาษี
ถ้าไม่มีการชำระค่าภาษีและเงินเพิ่มภายใน 4 เดือน ให้ผู้บริหารท้องถิ่นมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ยึด อายัดหรือขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ซึ่งค้างชำระค่าภาษีเพื่อนำเงินเป็นค่าภาษีเงินเพิ่มค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายโดยไม่ต้องให้ศาลสั่งหรือออกหมายยึด การยึด อายัด หรือขายทอดตลาดทรัพย์สินให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยอนุโลม

บทกำหนดโทษ
1. ผู้ใดละเลยไม่แสดงข้อความในแบบพิมพ์เพื่อแจ้งรายการทรัพย์สินตามความเป็นจริง ตามความรู้เห็นของตนให้ครบถ้วน และรับรองความถูกต้องของข้อความดังกล่าวพร้อมทั้งลงวันที่ เดือน ปี และลงลายมือชื่อของตนกำกับไว้ เว้นแต่จะเป็นด้วยเหตุสุดวิสัยต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท
2. ผู้ใดละเลยไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของพนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่แจ้งรายการเพิ่มเติมรายละเอียดยิ่งขึ้นเมื่อเรียกร้องไม่นำพยานหลักฐานมาแสดงหรือไม่ตอบคำถามเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซักถามหรือไม่ตอบคำถามเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซักถามผู้รับประเมินในเรื่องใบแจ้งรายการต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท
3. ผู้ใดยื่นข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบคำถามด้วยคำอันเป็นเท็จหรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงหรือจัดหาทางให้ผู้อื่นหลีกเลี่ยงการคำนวณค่ารายปีแห่งทรัพย์สินของตนตามที่ควรก็ดีหรือความเท็จ โดยเจตนาละเลย โดยฉ้อโกงโดยอุบาย โดยวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใดทั้งสิ้นที่จะหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการคำนวณค่ารายปีแห่งทรัพย์สินของตนตามที่ควรก็ดีต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 500 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

การอุทธรณ์การประเมินภาษี
เมื่อผู้เสียภาษีได้รับการแจ้งการประเมินแล้ว ไม่พอใจในการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยเห็นว่าค่าภาษีสูงเกินไป หรือประเมินไม่ถูกต้องก็มีสิทธ์ยื่นอุทธรณ์ได้โดยยื่นอุทธรณ์ตามแบบที่กำหนด(ภ.ร.ด.9) ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน และเมื่อได้รับแจ้งผลการชี้ขาดแล้วยังไม่เป็นที่พอใจก็มีสิทธินำเรื่องร้องต่อศาลได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาด ในกรณีผู้รับประเมินเป็นรัฐวิสาหกิจไม่พอใจคำชี้ขาด ให้รัฐวิสาหกิจนั้นนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำชี้ขาด คณะรัฐมนตรีมีอำนาจให้ลดหย่อนค่ารายปีให้แก่รัฐวิสาหกิจนั้นได้ตามที่เห็นสมควร มติคณะรัฐมนตรีถือเป็นที่สุด

อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง